ประวัติ

ตำนานมากว่า 95 ปี
 
เมื่อวันที่ 15 มีนาคม 1921 มีการก่อตั้งบริษัทโซสิเอต้า อะโนนิมา โมโต กุซซี่ (Società Anonima Moto Guzzi) ที่สำนักงานพนักงานจดทะเบียนของนายเปาโล คาสซาเนลโล (Paolo Cassanello) ที่คอร์โซ อาอูเรลิโอ ซาฟฟี (Corso Aurelio Saffi) เมืองเจนัว (Genoa) เพื่อ “การผลิตและการค้ารถจักรยานยนต์และกิจกรรมอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับหรือมีความสัมพันธ์กับอุตสาหกรรมวิศวกรรมยานยนต์และการทำอุปกรณ์โลหะ” โดยมีเจ้าของเรือชาวเจนัวที่มีชื่อเสียง เอมมานูเอเล วิตโตริโอ พาโรดี (Emanuele Vittorio Parodi) บุตรชาย จอร์จิโอ (Giorgio) และเพื่อน คาร์โล กุซซี่ (Carlo Guzzi) เป็นหุ้นส่วนในบริษัท กุซซี่นั้นเป็นเพื่อนของพาโรดีในสมัยที่เป็นทหารในกองทัพอากาศอิตาลี และยังเป็นเพื่อนกับ จิโอวานนี ราเวลลี (Giovanni Ravelli) ซึ่งเป็นนักบิน (เช่นเดียวกับพาโรดี) ที่เสียชีวิตเมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 1919 ในระหว่างการบินทดสอบ เพื่อเป็นการรำลึกถึงเพื่อนคนนี้ ตราสัญลักษณ์ของโมโต กุซซี่ จึงเป็นรูปนกอินทรีกางปีก

 


-------------------------------------------------------------------------

จักรยานยนต์คันแรกของบริษัทคือ 8 HP Normale ในตำนาน และตามมาด้วยรุ่นที่ประสบความสำเร็จต่าง ๆ เช่น 1928 Guzzi G.T. หรือที่เรียกว่า “Norge” เพื่อเป็นการรำลึกถึงการเดินทางสำรวจขั้วโลกเหนือ และ Airone 250 (1939) ซึ่งเป็นรถจักรยานยนต์ขนาดกลางที่ขายดีที่สุดในอิตาลีเป็นระยะเวลากว่า 15 ปี ในขณะเดียวกันก็ประสบความสำเร็จในสนามแข่งหลายสนามด้วยเช่นกัน โดยชนะการแข่งขันอันทรงเกียรติ Targa Florio ในปี 1921 เป็นการแข่งขันแรก และกลายเป็นจุดเริ่มต้นของชัยชนะที่ติดต่อกันอย่างน่าประทับใจ โมโต กุซซี่ได้รับรางวัลมากมายซึ่งรวมไปถึงแชมป์โลกกรังด์ปรีซ์ 14 สมัย และ Tourist Trophy อีก 11 สมัยตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาจนกระทั่งทำการถอนตัวออกจากการแข่งขันกีฬามอเตอร์สปอร์ต (การแข่งรถ) ในปี 1957


-------------------------------------------------------------------------

หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 บริษัทได้เปิดตัว Guzzino 65 หรือ “คาร์เดลลิโน” (“Cardellino”) ซึ่งเป็นรถจักรยานยต์ที่ขายดีที่สุดในยุโรปมากกว่าหนึ่งทศวรรษ ตามมาด้วย Galletto (1950) ในตำนานและ Lodola 175 (1956) ในปี 1950 โมโต กุซซี่ได้ติดตั้งอุโมงค์ลมทันสมัยที่โรงงานในเมือง มานเดลโล เดล ลาริโอ (Mandello del Lario) และได้กลายเป็นโรงงานแรกของโลกที่มีการติดตั้งอุโมงค์ลม แผนกการแข่งขันของบริษัทเป็นทีมที่เต็มไปด้วยบุคคลที่มีความสามารถ โดยมีวิศวกรเช่น อัมแบร์โต้ โตเดโร (Umberto Todero) เอนริโก้ คานโตนี (Enrico Cantoni) และกุยลิโอ เซซาเร คาร์คาโน (Giulio Cesare Carcano) ชาวมิลาน ผู้ซึ่งอีกไม่นานจะกลายมาเป็นผู้สร้าง 285 Km/h Guzzi Otto Cilindri


-------------------------------------------------------------------------

ในช่วงท้ายทศวรรษ 1960 โมโต กุซซี่ได้เปิดตัวเครื่องยนต์ 90° V-twin engine ที่ต่อมาได้กลายมาเป็นสัญลักษณ์ของโมโต กุซซี่ โดยมีการใช้เครื่องยนต์นี้กับรถรุ่นต่าง ๆ เช่น Guzzi V7 V7 Special และ Guzzi V7 Sport ซึ่งเป็นอีกหนึ่งรุ่นไอคอน เครื่องยนต์ V-twin ที่มีชื่อเสียงยังได้รับการผลิตให้มีกำลังต่ำกว่าคือแบบ V35 และ V50 เครื่องยนต์รุ่นนี้ถูกผลิตซ้ำมากที่สุดสำหรับรถประเภท Gran Turismo รุ่น Moto Guzzi California ที่ได้รับการพัฒนาให้มีการอัดฉีดแบบอีเล็กทรอนิคส์และระบบจานเบรคแบบ triple-disc brake system นอกจากจะผลิตมาเพื่อเน้นตลาดในอเมริการเช่นเดียวกับรุ่น Ambassador และ Eldorado แล้ว California ยังมีเครื่องยนต์ขนาด 850 cc สุดคลาสสิค ซึ่งเป็นความจุเครื่องยนต์ที่ถูกนำกลับมาใช้ใหม่ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ส่วนรุ่นอื่น ๆ เช่น Le Mans Daytona Centauro และ Sport 1100 ยังคงความเป็นสปอร์ตของแบรนด์อยู่ สไตล์และลักษณะเฉพาะตัวของรถจักรยานยนต์รุ่นต่าง ๆ นี้ถูกนำกลับมาอีกครั้งในช่วงทศวรรษ 1990 ด้วยซีรีส์ใหม่ของ California Nevada และ V11 Sport


-------------------------------------------------------------------------

ในวันที่ 30 ธันวาคม 2004 โมโต กุซซี่กลายมาเป็นส่วนหนึ่งของเครือพิอาจิโอ กรุ๊ป (Piaggio Group) (โดยมีโรแบร์โต้ โคลานินโน (Roberto Colaninno) เป็นประธานและกรรมการผู้จัดการ) ซึ่งเป็นผู้นำจากยุโรปในตลาดยานยนต์สองล้อและเป็นหนึ่งในผู้ผลิตรายใหญ่ของโลกในภาคอุตสาหกรรมนี้ เพื่อเป็นการสื่อถึงการกลับมาครั้งใหม่ จึงมีการเปิดตัว Breva 1100 ในเดือนมีนาคม 2005 นับเป็นรถจักรยานยนต์จากอิตาลีรุ่นใหม่ที่ประสบความสำเร็จในตลาดสำหรับตัวรถแบบเปลือย ในเดือนกันยายนปีเดียว มีการเปิดตัว Griso 1100 อันโด่งดังโดยเป็นรถที่มีลักษณะทางวิศวกรรมที่แปลกใหม่และมีสไตล์ที่ไม่เหมือนใคร ตั้งแต่เดือนเมษายน 2006 เป็นต้น Breve และ Griso ยังมีออปชั่นเครื่องยนต์ขนาด 850 cc ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของกุซซี่ให้เลือกด้วย


-------------------------------------------------------------------------

ในเดือนพฤษภาคม 2006 กุซซี่หวนกลับมาสู่รถประเภท Gran Turismo อีกครั้งด้วย Norge 1200 พร้อมการปกป้องจากทุกสภาพอากาศ เครื่องยนต์ V-twin ขนาด 1200cc แบบใหม่ และอุปกรณ์ขั้นพื้นฐานอีกมากมายที่ช่วยให้การขับขี่เป็นไปอย่างสะดวกสบาย ในเดือนกรกฎาคม 2006 นักข่าว 14 คนขี่ Norge เพื่อเดินทางเป็นระยะทาง 4,429 กิโลเมตรไปยังนอร์ท เคป (North Cape) ตามเส้นทางที่จักรยานยนต์รุ่นก่อนหน้านี้ คือ GT 500 ที่สร้างขึ้นโดยกุยเซ็ปเป กุซซี่ (Giuseppe Guzzi) ได้ออกเดินทางในปี 1928 เพื่อเป็นการแสดงออกถึงความนิยมชมชอบที่ทำให้เจ้าของโมโต กุซซี่สามารถรวมกันเป็นหนึ่งเดียวได้ ในระหว่างวันที่ 15-17 กันยายน เจ้าของรถกุซซี่กว่า 15,000 คนจากกว่า 20 ประเทศได้มารวมตัวกันที่มานเดลโล เดล ลาริโอ เนื่องในโอกาสวันกุซซี่โลก หรือ GMG ('Giornate Mondiali Guzzi' - World Guzzi Days) ครั้งที่สี่ สมาคมเจ้าของกุซซี่จำนวนมากทั่วโลกซึ่งอยู่ภายใต้การดูแลของโมโต กุซซี่ คลับ (Moto Guzzi Club) ต่างพากันติดตามความเป็นไปของกุซซี่อย่างเหนียวแน่น โมโต กุซซี่ คลับมีสมาชิกกว่า 25,000 คนทั่วโลก (โดยสหรัฐอเมริกามีจำนวนสมาชิกมากที่สุด และมีถึง 52 คลับในประเทศ) และมีเว็บไซต์บนอินเตอร์เน็ตอีกกว่า 70 เว็บไซต์ที่จัดทำเพื่อแบรนด์นี้

 


-------------------------------------------------------------------------

เหล่าแฟน ๆ อินทรีมานเดลโลต้องหัวใจพองโตอีกครั้งเมื่อ โมโต กุซซี่ ตอบรับความฝันของเหล่าแฟน ๆ ผู้ซื่อสัตย์ เมื่อจิอันฟรังโก กัวเรสชี (Gianfranco Guareschi) ชนะการแข่งขัน Battle of Twins สองรอบซ้อน ที่สนามแข่ง Daytona เมื่อเดือนมีนาคม 2006 วันที่ 6 มีนาคม 2007 กัวเรสชีแสดงสมรรถนะอีกครั้งพร้อมคว้าชัยชนะด้วยรถโมโต กุซซี่ ภายหลังจากชัยชนะที่อีกฝากของมหาสมุทรแอตแลนติก ได้มีการสร้างโมเดลใหม่ขึ้นมาเพื่อรวมจิตวิญญาณความเป็นสปอร์ตของโมโต กุซซี่ นั่นคือรุ่น 1200 Sport ที่เปิดตัวสู่สาธารณชนในเดือนตุลาคม 2006 โดยเป็นรถจักรยานยนต์แบบเปลือยที่มีความหรูหรา เต็มเปี่ยมไปด้วยลักษณะเฉพาะตัวในทุกด้านดีไซน์ การออกแบบตัวถังและหลักสรีรศาสตร์ พร้อมเครื่องยนต์ 90° V-twin ขนาด 1200 cc รุ่นล่าสุด

ปี 2007 เป็นปีที่แบรนด์จากมานเดลโลมีเรื่องตื่นเต้นมากมายกว่าเดิม ในงาน Milan EICMA Show ครั้งที่ 64 ที่จัดขึ้นเมื่อปลายปี 2006 โมโต กุซซี่ได้เปิดตัว Griso 8V ซึ่งเป็นวิวัฒนาการของตัวรถแบบเปลือยที่น่าหลงใหลพร้อมเครื่องยนต์ 4 วาล์วที่ผลิตกำลังถึง 110 กำลังม้า และ Bellagio ที่มาพร้อมกับเครื่องยนต์ช่วงชักสั้นขนาด 940 cc ระหว่างการประชุมตัวแทนจำหน่ายของพิอาจิโอทั่วโลกที่กรุงเบอร์ลินในเดือนกุมภาพันธ์ 2007 ได้มีการเปิดตัวโครงการใหม่สำหรับโมโต กุซซี่ คือรถจักรยานยนต์แบบเอ็นดูโร่ขนาดใหญ่สำหรับขับขี่บนท้องถนน พร้อมชื่อ Stelvio
วันที่ 26 มีนาคม 2007 โมโต กุซซี่ ได้พิสูจน์อีกครั้งว่าได้ทำตามสัญญาที่ให้ไว้โดยการเปิดตัว Bellagio เวอร์ชั่นสุดท้ายให้แก่สื่อมวลชนเพียงไม่กี่เดือนหลังจากงานที่มิลานโดยมีทะเลสาบโคโมเป็นฉากหลัง และมีการเปิดตัว Griso 1200 8V ในเดือนกันยายนปีถัดมา นอกจากนี้ ปี 2007 ยังเป็นปีที่มีการจัดงาน Giornate Mondiali Moto Guzzi และมีความพิเศษกว่าเดิมเมื่อนักแสดงชื่อดังอย่าง ยวน แม็คเกรเกอร์ (Ewan McGregor) ได้เดินทางมาร่วมงานด้วย โดยแม็คเกรเกอร์เดินทางมายังมานเดลโล เดล ลาริโอเพื่อมารับรถรุ่น California Vintage สีขาวที่ซื้อไว้ไม่กี่เดือนก่อนหน้านี้ในขณะทำการถ่ายทำรายการโทรทัศน์ประเภทผจญภัยที่ชื่อ Long Way Down ที่โรงงานของกุซซี่ งาน EICMA 2007 เป็นสถานที่จัดการพรีวิวรถจักรยานยนต์สองรุ่นจากสองขั้วที่ต่างกันของโมโต กุซซี่เป็นครั้งแรกขอโลก นั่นคือ Stelvio 1200 และ V7 Classic Stelvio 1200 ได้รับการเปิดตัวต่อสื่อมวลชนนานาชาติเป็นครั้งแรกในเดือนมีนาคม 2008 ที่เมืองรอคก้า ซาลิมเบนี (Rocca Salimbeni) ซึ่งเป็นเมืองยุคกลางและยังเป็นเมืองต้นกำเนิดธนาคาร Monte dei Paschi di Siena ส่วนในเดือนพฤษภาคมปีถัดมา สื่อมวลชนได้มีโอกาสทดลองสมรรถนะของ V7 Classic เป็นครั้งแรกบนถนนในเมืองมิลาน

 


-------------------------------------------------------------------------

หลักฐานที่สำคัญที่ยืนยันถึงคุณภาพของโมโต กุซซี่คือเมื่อกุซซี่ได้ทำสัญญาเพื่อจัดหา Moto Guzzi Norge GT จำนวน 35 คันให้กับตำรวจในกรุงเบอร์ลิน ในขณะเดียวกันก็ส่ง Moto Guzzi California Vintage จำนวน 20 คันให้แก่หน่วยรักษาความปลอดภัยของประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐอิตาลี (Corazzieri Italian Presidential guard corps) ในปีเดียวกัน ในปี 2009 มีการเปิดตัว V7 Cafè ซึ่งเป็นหนึ่งในซีรีส์ V7 เพื่อเป็นสมาชิกในของรถประเภท Classic ที่กรุงโรม พร้อมกับ Griso SE ในเดือนมีนาคม นอกจากนี้ยังมีการเปิดตัว Stelvio NTX ซึ่งเป็นครั้งแรกที่มีการใช้ระบบเบรก ABS กับรถจักรยานยนต์ประเภทแม็กซี่ เอ็นดูโรของกุซซี่ โดยทำการเปิดตัวกับสื่อมวลชนจากนานาชาติบนถนนบนเทือกเขาโดโลไมท์ (Dolomites) พร้อมเครื่องยนต์ Quattrovalvole ที่ปรับปรุงแล้วและเพลาลูกเบี้ยวแบบใหม่

ปลายปี 2009 ในระหว่างการจัดงาน International Motorcycle Show ครั้งที่ 67 ที่กรุงมิลาน โมโต กุซซี่ได้จับจองความสนใจของทั่วโลกด้วยต้นแบบสไตล์อนาคต 3 แบบที่ออกแบบโดยมิเกล กาลลุซซี (Miguel Galluzzi) และ ปิแอร์ แตร์บลองช์ (Pierre Terblanche) คือ V12LM V12 Strada และ V12 X และได้รับรางวัลการออกแบบรถจักรยานยนต์ยอดเยี่ยมจาก Motorcycle Design Association Award ซึ่งเป็นสมาคมนักออกแบบโดยมีสมาชิก 165 คนจากสี่ทวีป

 


-------------------------------------------------------------------------

ปลายปี 2009 เครือพิอาจิโอ กรุ๊ป ได้ประกาศโครงการลงทุนครั้งสำคัญซึ่งไม่เพียงแต่จะเกี่ยวข้องกับการพัฒนากลุ่มผลิตภัณฑ์ของโมโต กุซซี่ในอนาคตเท่านั้น แต่ยังเกี่ยวข้องกับโรงงานการผลิตที่มานเดลโล เดล ลาริโอซึ่งกำลังมีโครงการเปลี่ยนโครงสร้างครั้งใหญ่เพื่อให้โรงงานทันสมัยยิ่งขึ้น สามารถผลิตได้มากขึ้นและมีประสิทธิภาพมากขึ้นเพื่อสะท้อนถึงการเกิดใหม่ของแบรนด์อีกด้วย


-------------------------------------------------------------------------

ในงาน EICMA Milan ในปี 2010 มีการเปิดตัวรถจักรยานยนต์รุ่นใหม่ของโมโต กุซซี่จำนวนมาก โดยมีการนำเสนอรถจักรยานยนต์รุ่นใหญ่ขนาด 1200 8V พร้อม 4 วาล์วต่อกระบอกสูบ คือ Stelvio 1200 8V, Stelvio 1200 NTX และ Norge GT 8V ที่งานและทำการเปิดตัวกับสื่อมวลชนบนถนนที่แคว้นทัสคานี (Tuscany) ในฤดูใบไม้ผลิ ปี 2011.

ในปีเดียวกันยังมีการเปิดตัว V7 Racer ซึ่งเป็นการผลิตแบบพิเศษของแท้พร้อมเครื่องยนต์ขนาด 750cc ที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากลักษณะพิเศษต่าง ๆ ที่ได้รับการปรับเปลี่ยนในทศวรรษที่ 1970 โดยมี V7 Sport เป็นพื้นฐาน V7 Racer สะท้อนให้เห็นถึงรูปแบบประเพณีการออกแบบของโมโต กุซซี่ด้วยการผสมผสานอย่างลงตัวระหว่างเทคโนโลยีและฝีมิอช่างที่ยอดเยี่ยม รายละเอียดเช่นตัวถังชุบโครเมียมที่ตกแต่งด้วยสายหนังหรูหราพร้อมการเน้นตัวโลหะบนโลโก้ของโมโต กุซซี่ ที่มีสีเข้ากับโครงรถสีแดงเป็นสิ่งดึงดูดความสนใจตั้งแต่ครั้งแรกที่เห็น ส่วนเครื่องยนต์แบบ small block ก็มีสมรรถนะเช่นเดียวกับ Nevada Anniversario นับเป็นการเฉลิมฉลองครบรอบ 20 ปีของกุซซี่ “ตัวน้อย” ที่มีความเป็นสปอร์ตแบบใหม่เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งของรุ่น Classic ที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก

 


-------------------------------------------------------------------------

ปี 2011 ซึ่งเป็นปีครบรอบ 90 ปีของโมโต กุซซี่ เริ่มต้นด้วยเรื่องแปลกใจที่น่ายินดี นั่นคือ เวอร์ชั่นใหม่ทั้งหมดของ Moto Guzzi California ต้นแบบของ California แบบใหม่ที่มีเครื่องยนต์ 1400 cc transverse 90° V-twin ใหม่หมดนั้นเป็นการตีความมรดกตกทอดของรถจักรยานยนต์ในตำนานผ่านการออกแบบแบบใหม่ที่ไม่เหมือนใครที่เน้นย้ำทั้งสถาปัตยกรรมของเครื่องยนต์และพื้นที่กว้างขวางระหว่างอานนั่งและตัวถังที่อยู่รอบกระบอกสูบ


-------------------------------------------------------------------------

แต่ปี 2011 ยังมีเรื่องน่าตื่นเต้นอีกมากเพื่อฉลองวันเกิดครบ 90 ปีของแบรนด์อินทรีนี้ นั่นคือ ในวันที่ 15 มีนาคม เครือพิอาจิโอ กรุ๊ปฉลองการก่อตั้งโมโต กุซซี่อย่างเป็นทางการด้วยการประกาศสิ่งที่ทุกคนรอคอย นั่นก็คือ จะมีการจัดงานวันกุซซี่โลกกลางเดือนกันยายนในปีเดียวกันที่เมืองมานเดลโล เดล ลาริโออีกครั้ง และได้มีการจัดเตรียมงานวันกุซซี่โลกเพื่อฉลองครบครอบ 90 ปี เพื่อให้ชาวกุซซิสตีทั่วโลกนับพันคนได้มีโอกาสร่วมฉลองกับโมโต กุซซี่ และยังจะมีโอกาสได้พบโมเดลในอนาคตและเยี่ยมชมการบูรณะและการปรับปรุงโรงงานที่มานเดลโล เดล ลาริโอให้ทันสมัยมากขึ้นเพื่อเปลี่ยนโรงงานประวัติศาสตร์แห่งนี้ให้กลายเป็นโรงงานการผลิตที่ทันสมัย ซึ่งเป็นที่ที่ประวัติศาสตร์ที่รุ่งเรืองของจักรยานยนต์ตลอดระยะเวลา 90 ปีอยู่ร่วมกับเทคโนโลยการผลิตล่าสุด


-------------------------------------------------------------------------

ปี 2012 เริ่มต้นด้วยไลน์ของ V7 ใหม่ ไม่ว่าจะเป็นเครื่องยนต์ใหม่ ดีไซน์ใหม่ อุปกรณ์ใหม่ นับเป็นการแสดงความเป็น V7 ได้มากถึงขีดสุด

รถรุ่น V7 ใหม่ (ออกจำหน่ายสามเวอร์ชั่นด้วยกันคือ V7 Stone, V7 Special, V7 Racer) เป็นรถจักรยานยนต์ใหม่ทั้งคัน มีสมรรถนะมากกว่าเดิม เร็วกว่าเดิม ประหยัดน้ำมันกว่าเดิม เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมเพิ่มขึ้น เฉียบกว่าเก่า และขับขี่สะดวกสบายกว่าเวอร์ชั่นก่อนหน้า แต่ในขณะเดียวกันก็ยังคงใช้เครื่องยนต์สองกระบอกสูบ 90° transversal V ที่ขับเคลื่อนด้วยเพลาคาร์ดานและโครงรถแบบสองชั้น

 


-------------------------------------------------------------------------

แม้กระทั่งก่อนที่จะมีการแนะนำ Moto Guzzi California 1400 รุ่นใหม่ก็กลายเป็นจุดสนใจของเหล่าแฟนจักรยานยนต์ทั่วโลก เพียงแค่การประกาศว่าจะมีการผลิตรถใหม่ที่โรงงานในมานเดลโล เดล ลาริโอ และข่าวลือเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็ทำให้ผู้คนสงสัยและตั้งตารอคอยรถจักรยานยนต์รุ่นใหม่ล่าสุดจากโมโต กุซซี่ ซึ่งเป็นหนึ่งในแบรนด์ชั้นนำในโลกจักรยานยนต์

รถจักรยานยนต์รุ่น California 1400 มีรูปลักษณ์ที่สวยงาม เทคโนโลยีใหม่ล่าสุด และรูปร่างที่ไม่มีเหมือนกัน ออกจำหน่าย 2 เวอร์ชั่นด้วยกันคือ Touring และ Custom ซึ่งต่างกันในแง่ของลักษณะและการใช้งาน

 


-------------------------------------------------------------------------

รถจักรยานยนต์รุ่น California 1400 ใหม่เป็นรถจักรยานยนต์ที่มีความใหม่ในหลายด้าน มีเครื่องยนต์เริ่มจาก 1400 ซีซี ซึ่งเป็นเครื่องยนต์ V-twin สำหรับจักรยานยนต์ที่ใหญ่ที่สุดในยุโรป เครื่องยนต์ V-twin 90° ตามขวางที่ติดตั้งอยู่บนตัวถังใหม่ให้กำลังดสำหรับ 120 นิวตัวเมตรที่ 2750 rpm


-------------------------------------------------------------------------

ทุกส่วนประกอบของ California Touring และ Carlifornia Custom เน้นย้ำให้เห็นถึงเทคโนโลยีที่ทันสมัยที่ดีที่สุดพร้อมกับสไลต์คลาสสิคและหรูหราตามแบบฉบับโมโต กุซซี่ นั่นคือ มีฟังก์ชั่น Multimap Ride by wWire accelerator ระบบ Cruise control ระบบควบคุม MGCT traction control system และระบบเบรค ABS แบบ 2 ทาง รุ่น California 1400 ที่ผลิตด้วยมือในโรงงานที่มานเดลโลซึ่งเป็นโรงงานที่ผลิตรถโมโต กุซซี่อย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 1921 เป็นรุ่นที่โดดเด่นที่สุดทั้งแต่รูปลักษณ์ไปจนถึงทักษะช่างฝีมือที่ต่อแต่ละส่วนเข้าด้วยกัน นี่เป็นระดับความใส่ใจที่ทำให้รถรุ่น California ของโมโต กุซซี่แต่ละคันมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว พร้อมพละกำลังที่เหมาะแต่เสริมบุคลิกของผู้ขับขี่แต่ละคน